ตัวอย่างหนัง Love Like the Falling Petals (2022) ใบไม้ผลิที่ไม่มีเธอเป็นซากุระ

 

เป็นหนังที่เหมาะสมกับระยะเวลานี้จริงๆเนื่องจากเป็นตอนๆที่สายหนาวเบาๆเลือนหายไป และก็ดอกไม้กำลังจะบานสดชื่นขึ้นอีกรอบ เหมือนกับ ดอกซากุระที่ประเทศญี่ปุ่นก็กำลังจะมีดอกสวยงามน่าอัศจรรย์งานในตอนนี้ นี่จุดเป็นจังหวะที่สมควรที่กำลังจะได้ดูหนังรัก “Love Like the Falling Petals” (ใบไม้ผลิที่ไม่มีคุณเป็นซากุระที่มาพร้อมทั้งความรักหวานความเกี่ยวเนื่องเนิบๆเป็นสไตล์หนังรักดราม่าช้าๆแบบประเทศญี่ปุ่น

Love Like the Falling Petals เกิดเรื่องราวของ ฮารุโตะ อาซะกุระ หลงรักกับสาวช่างแต่งผม ไม่ซากิ อาริอะเกะ ตั้งแต่ตอนแรกเจอ ทำให้เขาเก็บความองอาจที่จะเชื้อเชิญคุณออกเดต แม้กระนั้นปรากฏว่ากรรไกรได้ตัดฉับเข้าที่เข้าทางใบหูของเขาในบัดดลไม่ซากิขมักเขม้นตั้งอกตั้งใจที่ต้องการจะประสบผลสำเร็จในอาชีพช่างเสริมสวย แต่ว่าในขณะฮารุโตะที่แทบจะทิ้งความฝันการเป็นคนถ่ายภาพอาชีพไป แม้กระนั้นคุณมาช่วยเติมเต็มและก็ทำให้เขาไขว่คว้าฝันอีกรอบ แม้กระนั้นราว่าคุณถูกวิเคราะห์เป็นโรคแก่ก่อนวัยอันควรจะ เพราะว่าอายุและก็ตอนวัยของคุณจะรีบสปีดเร็วกว่าคนธรรมดาถึง 10 เท่า

หนังหัวข้อนี้ดัดแปลงแก้ไขมาจากนิยายรักประเทศญี่ปุ่นขายดิบขายดีเป็นเทน้ำเทท่าที่มีชื่อเดียวกันของ เคอิซุเกะ อูยามะ” โดยได้ผู้กำกับหนังฟีลกู้ด “โยชิฮิโระ ฟูกะงะวะ” (จาก Finding Calico กลับไปอยู่ที่บ้านเหอะนะเจ้าเหมียวที่มาในคราวนี้ยังคงถ่ายทอดด้วยความเป็นหนังดราม่าออกมาได้ในแบบสูตรสำเร็จฉบับประเทศญี่ปุ่นโดยแท้จริง หนังมีมุมกล้องถ่ายภาพและก็มุมภาพที่บาดใจ การใช้สีธรรมชาติเข้ามาช่วยเติมเต็มส่วนประกอบอารมณ์ของหนัง จัดว่าทำออกมาได้ค่อนข้างจะดี รวมทั้งช่วยบิ้วท์อารมณ์ได้อย่างยอดเยี่ยม

ถึงกระนั้นกลับโชคร้ายที่ตัวหนังในรูปภาพรวมแล้ว ยังไม่ค่อยน่าสนใจดวงใจและก็บีบคาดคั้นอารมณ์ผู้ชมได้สักเท่าไหร่ ด้วยเหตุว่าความจำเจของหนังที่ราวกับจะพากเพียรอย่างมากที่จะเรียกน้ำตาจากผู้ชมให้ได้ แปลงเป็นการคาดคะเนคั้นอารมณ์ที่ทำออกมาได้ยังไม่สุดทาง รวมทั้งความเนิบช้ารวมทั้งยาวย้วยของตัวหนังก็เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่รอบ่อนทำลายอารมณ์ทั้งหมดทั้งปวงไปด้วย หนังสามารถกระชับได้มากกว่านี้ด้วย แต่ลากยาวมาเป็นหนัง ชั่วโมงที่ผู้ชมเกือบจะใจจะขาด

เค้าโครงเรื่องของ Love Like the Falling Petals จะบอกตรงๆก็คือค่อนข้างจะเชยรวมทั้งน้ำเสียสไตล์หนังรักประเทศญี่ปุ่น ไม่แตกต่างกับหนังเมื่อ 10 กว่าปีที่ผ่านมาเลย กับพล็อตกล้วยๆที่สร้างสตอปรี่ให้พระเอกนางเอกมาพบกันในเหตุการณ์แปลกแบบประเทศญี่ปุ่น แล้วก็ปรับปรุงความเชื่อมโยงและก็ลากไปถึงเงื่อนดราม่าที่ออกมาจากเหนือจินตนาการไปสักนิดสักหน่อย มองโดยรวมและจัดว่าไม่มีอะไรที่รู้สึกทำให้ว้าวรวมทั้งสร้างความแปลกใหม่ใดๆก็ตามในที่สุดก็เปลี่ยนออกมาเป็นเพียงแต่หนังรักดราม่าปกติเรื่องหนึ่ง ที่ยังไม่ค่อยมีอะไรให้น่าจำนัก

ทางด้านการแสดงก็จัดว่าคู่พระนาง เคนโตะ นากาจิมะ” กับ โฮโนกะ มัตสึโมโตะ” ทำออกมาเจริญตามมาตรฐานของทั้งสอง พวกเขาสามารถประครอบครองเสน่ห์ของผู้แสดงแล้วก็หน้าที่ที่ได้รับเอาไว้ได้อย่างยอดเยี่ยม ก็แค่แอบผิดหวังบางส่วนที่ในรูปภาพรวมนั้น ความบากบั่นจะดราม่าในส่วนของการเล่าเรื่องนั้น ไม่สามารถที่จะสนับสนุนพร้อมกันกับไปการแสดงของดาราหนังสักเท่าไหร่ ค้างแรกเตอร์ยังมองขาดเกินแล้วก็ยังกำเนิดความห่างเหินระหว่างนักแสดงกับผู้ชมเป็นช่องว่างที่เว้นเอาไว้อยู่

สรุปว่าในรูปภาพรวมนั้น Love Like the Falling Petals ก็เป็นหนังสูตรสำเร็จที่อย่างไรก็ขายได้จากประเทศญี่ปุ่น เป็นความรักดราม่าเรียกน้ำตา แต่ยังไม่อาจจะทำให้ผู้ชมร้องไห้ได้สักเท่าไหร่ เค้าเรื่องก็ออกแนวเพ้อสไตล์ประเทศญี่ปุ่นขา กล่าวโทษสดใหม่ในหนังหัวข้อนี้แทบยังไม่พบ การเล่าเรื่องที่ช้าเนิบรวมทั้งอืดอาดของหนังก็พลอยผลักอารมณ์ของหนังไปตาม ยิ่งไปกว่านั้นบางครั้งอาจจะพาทำให้ผู้ชมยังไม่เคยรู้สึกอินไปกับความรักระหว่างคู่พระนางเลยด้วย เนื่องจากว่าตอนต้นเล่าได้กระชับ แม้กระนั้นดันมาย้วยตั้งแต่ระหว่างทางเป็นต้นไป

โดยสรุปแล้ว Love Like the Falling Petals ก็คงเป็นหนังรักปกติ ที่เหมาะสมกับบรรยากาศเดี๋ยวนี้ แม้กระนั้นหนังยังไม่มีอะไรให้เป็นที่น่าจำสักเท่าไหร่ ราวกับได้ย้อนกลับไปดูหนังรักประเทศญี่ปุ่นเมื่อสัก 10 ปีกลาย พล็อตบ่อยๆขายดราม่าย้วยเป็นอะไรที่พอได้ฆ่าเวลา และไม่ได้น่าจำกระทั่งต้องการจะจับมาเปิดมองซ้ำสักเท่าไหร่...

Related Posts

วิจารณ์หนัง Our Father พ่อของเรา

ช่างเป็นอะไรที่เหมาะเหม็งกันแบบนี้ ในตอนที่บ้านกำลังมีความสนใจอยู่กับเรื่องราวฉาวโฉ่ของลัทธิแปลกๆที่ให้ความนับถือบุคคลหนึ่งที่ชื่นชมให้กับเป็นเสมือนหัวหน้าผู้ให้กำเนิด ทางโลกภาพยนตร์ก็ส่งหนังสารคดีเรื่องปัจจุบันที่ออกมาเผยความประพฤติอันน่าฉงนของสมัยก่อนบุคคลามือทางด้านการแพทย์ที่เคยทำให้เกิดปัญหาเอาไว้ได้อย่างน่าอดสู ด้วยการผลิตโครงข่ายสืบสายเลือดของตนเอง เปลี่ยนออกมาเป็น “Our Father” (บิดาของพวกเรา) ที่ออกมาเผยโฉมความทุกข์ใจของคนกรุ๊ปใหญ่ที่พึ่งจะมาประจันหน้ากับข้อเท็จจริงที่ว่า…บิดาที่จริงจริงของเขาไม่ใช่บิดาผู้ที่รู้จักดี

หนังมาใหม่ Seoul Ghost Stories ผีดุสุดโซล

ไม่ต้องพูดรำพันอะไรให้ยืดยาว บอกตรงๆจากซื่อสัตย์จริงก็คือ Seoul Ghost Stories ผีดุสุดโซล ค่อนข้างจะน่าผิดหวัง ในแง่หนังประเด็นนี้ทำให้พวกเราได้มีความคิดเห็นว่าสมรรถนะกระบวนการทำหนังผีความสามารถประเทศเกาหลีค่อนข้างจะตกลงไปเยอะแยะ ในขณะที่นี่เป็นผู้ริเริ่มตำนานผีมากไม่น้อยเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น ตู้หลบซ่อนผี หรือ โรงหมอสุดเฮี้ยน แต่ว่าหัวข้อนี้แม้ว่าจะยัดมาเป็น 10 เรื่อง ก็ไม่สามารถที่จะจูงใจผู้ชมได้สักเรื่อง ถึงกับได้ยินผู้ชมรอบเดียวกันพร่ำบ่นพึมๆพำๆพาว่า “ตอนกลางเรื่องเป็นพวกเราหลับไปแล้ว…”

ตัวอย่างหนัง American Underdog

“แซคารี ลีวาย” ที่มาเล่นบทเป็นตำนานตัวจริงของหนังหัวข้อนี้ ก็นับว่าแบกรับหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบได้ค่อนข้างจะดี เขาสามารถพยุงหนังอีกทั้งหัวข้อนี้เอาไว้เพียงผู้เดียวได้อย่างไม่นักหนาอะไร แม้การแสดงของเขาก็อยู่ในระดับมาตรฐานทั่วๆไป เขาให้การแสดงที่ดีอย่างถูกใจ แต่ว่าไม่มีอะไรที่เด่นออกมาเป็นพิเศษ เนื่องจากว่าบทราบเรียบของหนังมิได้ส่งให้ไปได้ถึงจุดนั้น เหมือนกันกับ “แอนทุ่งนา แพควิน” ที่จัดว่าแปลงโฉมตนเองให้เช่นเดียวกับค้างแรกเตอร์ตัวจริงอย่างใกล้เคียง ไว้วางใจกับการแสดงของคุณผู้นี้ได้เลย คู่นี้ส่งบทกันไปๆมาๆได้อย่างพอดีอีกทั้งเรื่อง แม้ว่าจะเป็นหนังดราม่ากีฬา แต่ว่าส่วนประกอบหลักของหนังหัวข้อนี้เป็นการเผยชีวิตมากยิ่งกว่า

หนังแนะนำ GOLD ทองกู

มาถึงคิวหนังตื่นเต้นเอาชีวิตรอดลำพังจากธรรมชาติ เป็นหนังแนวที่มีคนอีกจำนวนไม่น้อยติดอกติดใจรวมทั้งฝั่งฮอลลิวูดก็ชอบสร้างออกมาเสิร์ฟให้เลือกดูกันเรื่อยครั้งนี้เป็นตาของ “GOLD ทองคำฉัน” หนังที่ได้ผู้แสดงนำชายสุดหล่อ “แซค เอฟรอน” มาปล่อยของแล้วก็ท่าทางการแสดงแบบยืนโดดเดี่ยวกึ่งกลางทะเลทรายอันแล้ง เพื่อต่อสู้กับธรรมชาติอันชั่วร้ายรวมทั้งจิตไร้สำนึกของตน ที่คงจะทารุณโหดร้ายมากกว่าสิ่งอื่นใดเลย

ดูหนัง 365 Days: This Day

  มาถึงหนังภาคต่อที่คนทั่วทั้งโลกคอย(หรือไม่?) กับอีโรติกสุดรุ่มร้อนที่ทศวรรษที่ปัดกวาดยอดทิวทัศน์ได้อย่างมากมาย กลับมากับภาคใหม่ที่ชื่อว่า “365 Days: This Day” ที่ยังคงคอนเซ็ปต์ความเย้ายวนแล้วก็กลิ่นคาวรสนิยมทางเพศที่ตกระกำลำบากอีกเหมือนปกติ ดาราหนังและก็คณะทำงานชุดเดิมยังคงกลับมาสืบต่อ เรื่องราวก็ขยายออกไปกว้างเพิ่มขึ้น กับนักแสดงใหม่ๆเยอะ เพียงแต่ว่า…มันช่วยสนับสนุนหรือบ่อนทำลายหนังประเด็นนี้ให้ดำตรงลงไปกันนะ 365 Days: This Day เล่าราวตลอดจากภาคที่แล้ว ความรักรวมทั้งความเกี่ยวพันของ เลาร่า กับ มัสสิโม สนิทแน่นเพิ่มขึ้นกว่าที่เคย พวกเขาได้เริ่มดำเนินชีวิตแต่งงานร่วมกันอย่างเป็นทางการ แม้กระนั้นด้วยเหตุว่าความลับที่ยังแอบอยู่เกี่ยวกับสายสัมพันธ์เชื้อสายมัสสิโม กับชายลึกลับที่เผยตัวขึ้นแล้วก็ได้สร้างความสับสนสำหรับการเรียกร้องตามหัวใจของเลาร่า ยิ่งทำให้ชีวิตแต่งงานของทั้งคู่ผูกปมทับถมให้สลับซับซ้อนเพิ่มขึ้น ถ้าหากจะเปรียบเทียบกับภาคที่แล้ว ก็น่าจะจำเป็นต้องกล่าวว่าหนังมีเส้นเรื่องที่เพิ่มเยอะขึ้นเรื่อยๆมากมาย เพียงแค่เส้นเรื่องที่ใส่เข้ามานั้นช่างไม่มีน้ำหนักและไม่ได้มาช่วยเติมเต็มให้กับหนังประเด็นนี้เลยแม้กระทั้งนิด ภาคนี้มิได้จุดโฟกัสอยู่เพียงแค่ความรุ่มร้อนระหว่าง เลาร่า กับ มัสสิโม อีกต่อไปแล้ว มีตัวละครใหม่เสริมกองทัพเข้ามาอีกเยอะแยะ รวมทั้งตัวหนังก็ยังค่อนข้างจะล้มเหลวสำหรับในการสร้างมิติให้กับผู้แสดงนั้นๆกลายใส่เข้ามาให้รู้สึกรำคาญมากยิ่งกว่าเดิม รายละเอียดของ 365 Days: This Day กลับยัดเยียดข้อหาน้ำเสีย เพิ่มกลิ่นความเหม็นกระจายเข้ามาเป็นเท่าตัว เค้าเรื่องจริงๆมีแค่เพียงจับมือเดียว แล้วก็เป็นสิ่งที่ผู้ชมที่มีพื้นฐานของละครไทยก็สามารถทายใจได้ตั้งแต่เริ่ม ซึ่งแน่ๆว่าเงื่อนหัวข้อต่างๆคราวเพิ่มเข้ามานั้นมองเป็นละครข้างหลังข่าวสารมากมายไปสักนิดสักหน่อย เป็นชนวนที่ทำให้ภาคนี้มิได้ทำให้มีอะไรน่าลุ้นและก็มีสิ่งที่ตรึงตราได้เท่ากว่าภาคที่แล้ว ในขณะที่ก็มิได้เป็นหนังที่ดีอะไรอะไร การแสดงของของ “มิคาเอล มอร์โรน” แล้วก็ “อันท้องนา มาเรีย เชกลุกก้า” ก็มิได้ให้ความแปลกใหม่อะไร ซ้ำยังมองเห็นด้วยว่า พวกเขามองบอบช้ำหมองลงรวมทั้งไม่มีความสดใหม่แบบที่เคยเห็นในภาคที่แล้วอย่างสิ้นเชิง ตอนที่ดาราหนังคนอื่นที่เพิ่มเข้ามา อย่าง “สิความนิ่ง ซูสินอา” หรือ “แม็กดาเลน่า ลัมพาร์ก้า” ก็ไม่อาจจะเป็นส่วนใดส่วนหนึ่งกับตัวหนังได้อะไร พวกเขาเป็นไปได้แค่เพียงนักแสดงที่เพิ่มเสริมเข้ามาให้เต็มเพียงแค่นั้น รวมทั้งแน่ๆว่า 365 Days: This Day ยังคงเต็มไปด้วยไดอะล็อก หรือ บทสำหรับพูดแปลกๆที่ถือโครงมาจากนิยายน้ำเสียราวกับมิได้ดัดแปลงปรับปรุงแก้ไข “ฉันมิได้สวมกางเกงใน” ประโยคแรกที่เปิดเรื่องขึ้นมา…ก็ทำให้เกิดความรู้สึกอิหยังวะได้พอควร ไหนควรต้องมาพบประโยคกล่าวเลียนๆราวกับแกะภาษาวรรณกรรมมาใช้ รวมกับลีลาท่าทางการแสดงดึงดูดใจประดิษฐ์ประดอยของดารา ที่ยิ่งทำให้หนังประเด็นนี้มองตลกมากขึ้นไปเรื่อย 365 Days: This Day ให้ความรู้ความเข้าใจสึกราวกับนั่งมองมิวสิควิดีโอเพลงยั่วๆเพลงหนึ่งที่มีความยาวกว่าธรรมดา เป็นมิวสิควิดีโอของพวกคู่ควงเครือญาติคนมั่งมีสร้างขึ้นมาเพื่ออวยความมั่งมีของตน ทั้งยังภาพรวมทั้งโปรดักชั่นต่างๆชักชวนให้ใคร่ครวญไปถึงอะไรอย่างนั้น ฉากโรแมนติกต่างๆแปลงเป็นความย้วยและก็สโลโมชั่นแบบเกินจำเป็น รวมทั้งที่จำเป็นถือการใส่เพลงประกอบเข้ามาในหนัง ใส่เข้ามามากมายเหมือนปกติ เยอะแยะจนกระทั่งมีความรู้สึกว่าเกินจำเป็นไปด้วย และก็เป็นเพลงที่มิได้กับโทนอารมณ์ของหนังสักเท่าไหร่ด้วย มาถึงสิ่งที่คนไม่ใช่น้อยคงจะใคร่รู้ว่า 365 Days:…

รีวิว SLR กล้อง ติด ตาย

  มาต่อคิวกันด้วยอีกหนึ่งภาพยนตร์ไทย ที่ในเวลานี้เสิร์ฟต่อเนื่องกันทุกอาทิตย์อย่างยิ่งจริงๆ ปัจจุบันติดเทรนด์ฮอตตั้งแต่วันแรกกับ #ชวนดูSLRฉายวันแรก ที่เป็นการปรับโหมดมาสู่ความสะพรึงกลัวในหนังที่มองพื้นฐานแล้ว บางทีอาจจะรู้สึกซ้ำๆซากๆ กับ “SLR กล้องถ่ายรูป ติด ตาย” แม้กระนั้นขอบอกเอาไว้เลยว่า อย่าพึ่งจะวินิจฉัยหนังจากเพียงแบบอย่างและก็ใบปิดหนังเลย เนื่องจากว่าจะว่าไปแล้วหนังหัวข้อนี้ก็มีอะไรซ่อนเอาไว้ที่ดีมากยิ่งกว่าที่คิดเอาไว้ แม้ว่าจะเต็มไปด้วยความทะยานอยากไปสุดๆปนอารมณ์ต่างๆเยอะไปหมด แม้กระนั้นก็พอที่จะเป็นหนังผีไทยที่ผิดแผกแล้วก็พอเพียงจะพาไปไหนมาไหนด้วยได้อยู่ SLR กล้องถ่ายรูป ติด ตาย เกิดเรื่องราวของ ดินแดน นิสิตชายหนุ่มแผนกรูปถ่าย ที่สอบธีสิสกับคุณครูเอมมาเป็นปีแล้ว แม้กระนั้นยังไม่ผ่านเสียเชิง จนถึงสุดท้าย คุณครูเอมได้ให้กล้องถ่ายรูป SLR ให้ถ่ายงานที่เหมาะสมที่สุดมาส่ง ดินแดนกำลังจะศึกษาค้นพบว่า มันเป็นบททดลองของกล้องถ่ายภาพซาตาน ซึ่งเขาไม่มีวันหนี นอกเหนือจากที่จะจะต้องเลือกว่าจะเออออห่อหมกมัน หรือจะสู้กับมัน แล้วก็เขากำลังจะลากแฟนรวมทั้งสหายของเขาอย่าง น้ำ แล้วก็ เกรท เข้ามาร่วมชะตาชีวิตอันน่าขนพองสยองเกล้า ซึ่งรายล้อมไปด้วยความตายจากกล้องถ่ายรูปเมืองนรกนี้ด้วย ผลงานประเด็นนี้เป็นฝีมือของ 2 ผู้กำกับชายหนุ่มแบบใหม่ “เลิศเลอศรี บุญมี” กับ “วุฒิชัย สกุลพื้นฟ้า” ที่พวกเขาเกือบจะยังไม่มีชื่ออยู่ในแวดวงภาพยนตร์ไทยหรอก แต่ว่าก็ถือว่าเป็นการเปิดฉากเดบิวต์ผลงานประเด็นนี้ได้ออกจะถูกใจอยู่ในระดับหนึ่ง ด้วยเหตุว่าส่วนใดส่วนหนึ่งเป็นการปลุกปั้นสนับสนุนของผู้กำกับมือแม่น “โขม ก้องเกียรติยศ” ที่มารับหน้าที่เป็นผู้อำนวยการผลิตรวมทั้งที่ปรึกษาให้กับหนังประเด็นนี้ด้วย เมื่อได้อาจารย์ที่ดี ผลงานออกมาก็เลยออกมาได้ในระดับที่พอเพียงถูๆไถๆไปได้ SLR กล้องถ่ายภาพ ติด ตาย ที่ถ้าเกิดคนไหนกันได้เห็นทีเซอร์ แน่ๆว่าจำเป็นต้องพาให้คิดไปถึงภาพยนตร์ไทยในตำนานอย่าง ‘ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ‘ อะไรราวนั้นใช่ไหม? แม้กระนั้นบอกไว้เลยว่า…หนังหัวข้อนี้ต่างจากแนวทางนั้นอย่างสิ้นเชิง เดินกันคนละทาง แล้วก็มีคอนเซ็ปต์คนละอย่าง เพียงใช้วิชาการถ่ายภาพเข้ามาเป็นส่วนประกอบสำหรับการเดินเรื่องราวต่างๆแบบเดียวกันเพียงเท่านั้น โดยหนังหัวข้อนี้มีจุดสำคัญของเรื่องแล้วก็วัตถุประสงค์ที่ค่อนข้างจะแข็งแรงและก็เด่นชัดดี ถึงบทหนังจะยังคงค่อนสะเปะสะปะ ติดอยู่ที่ปัญหาจุดเดิมๆของภาพยนตร์ไทยที่ยังแก้ไม่หาย บทหนังที่มีจุดสำคัญของเรื่องหนักแน่นดี แต่ว่ายังไม่กลมกล่อมละมุนละไม และก็ใช้กระบวนการเล่าที่ยังไม่มีกิมไม่กลูกเล่นอะไรที่ยั่วยวนใจความพึงพอใจได้มากเท่าใด เพราะว่าดันไปติดกลิ่นความเป็นหนังสยองขวัญทุนต่ำของฝั่งฮอลลิวูดมาคละเคล้าเอาไว้ตามทาง ก็เลยพลอยทำให้หนังเกือบจะ 2 ชั่วโมงหัวข้อนี้ มีจังหวะที่ดีผสมปนเปไปกับจังหวะที่ยังไม่ดี บอกตรงๆเลยว่าหนังหัวข้อนี้ไม่อะไรที่คาดการณ์ได้ยากเลย ทุกๆสิ่งทุกๆอย่างปูทางรวมทั้งเปิดช่องเอาไว้ให้ผู้ชมกระจ่างแจ้งตั้งแต่ตอนปูเรื่อง พอเพียงจะคาดถึงเหตุการณ์ต่างๆที่จะเกิดขึ้นถัดไปไม่ยากเย็นหนัก แต่ว่าการถือเอาข้อความสำคัญความศรัทธาที่ออกจะใฝ่สูง ประหลาดไปจากหนังผีไทยเดิมๆตรงจุดนี้จำต้องสรรเสริญในชาญชัยของหนังประเด็นนี้ เพราะว่านี่บางทีก็อาจจะเป็นหลักสำคัญที่ออกจะไกลตัวคนประเทศไทย รวมทั้งอาจจะก่อให้ผู้ชมไม่รู้จักสึกเชื่อฟังไปด้วย แต่ว่านับว่าผู้ผลิตมีจุดยืนในเจตนานี้ด้วยดี และก็ได้แต่งรสออกมาได้ออกจะแปลกใหม่กับแวดวงภาพยนตร์ไทย แต่ว่ายังปกติไปเสมือนเทียบกับวงการหนังสากล อีกหนึ่งจุดแข็งที่ทำให้เกิดความรู้สึกถูกใจใน SLR กล้องถ่ายภาพ ติด ตาย ก็น่าจะเป็นส่วนประกอบงานสร้างแล้วก็ออกแบบต่างๆที่ใส่เข้ามาในหนัง โดยยิ่งไปกว่านั้นโปรดักชั่นวางแบบต่างๆอีกทั้งฉากที่รู้สึกประณีตบรรจงแล้วก็ประหลาดตาจากภาพยนตร์ไทยเรื่องอื่นๆดี การออกแบบมุมกล้องถ่ายภาพรวมทั้งแสงสีที่ใช้หนังประเด็นนี้ ผสมด้วยความเป็นหนังลึกลับอินดี้แบบฝรั่งหน่อยๆเข้าไป เป็นจุดนิดหน่อยที่ช่วยบิ้วท์อารมณ์ผู้ชมได้ออกจะน่าดึงดูด หากว่าจังหวะสำหรับในการเล่าของหนังจะออกจะกระโดดไปๆมาๆ แล้วก็พลอยทำให้อารมณ์ไม่ตลอดอยู่เนืองๆหลายครั้งก็ตาม อย่างที่ได้เกริ่นเอาไว้แล้วว่า กรรมวิธีเล่าในหนัง SLR กล้องถ่ายรูป ติด ตาย ยังไม่ใช่สิ่งที่ชอบส่วนตัวสักเท่าไหร่นัก หนังยังมีจุดขาดๆเกินๆอยู่จำนวนมากเยอะไปหมด ความเพียรพยายามที่จะกระตุกขวัญผู้ชมด้วยมุกเดิมๆบางครั้งอาจจะเป็นการสร้างความน่าเบื่อ หรือความสุดขั้วสำหรับเพื่อการถ่ายทอดเรื่องราว เป็นที่ยอมรับว่าแทบจะไปได้สุด แต่ว่าก็ยังคิดว่าหนังยังเก้ๆกังๆติดอยู่ระหว่างทางอยู่บ้าง เป็นส่วนประกอบที่โชคร้าย ที่ตรงจุดนี้หนังยังไม่อาจจะซื้อใจไปได้