หนังแนะนำ GOLD ทองกู

 

มาถึงคิวหนังตื่นเต้นเอาชีวิตรอดลำพังจากธรรมชาติ เป็นหนังแนวที่มีคนอีกจำนวนไม่น้อยติดอกติดใจรวมทั้งฝั่งฮอลลิวูดก็ชอบสร้างออกมาเสิร์ฟให้เลือกดูกันเรื่อยครั้งนี้เป็นตาของ “GOLD ทองคำฉัน” หนังที่ได้ผู้แสดงนำชายสุดหล่อ แซค เอฟรอน” มาปล่อยของแล้วก็ท่าทางการแสดงแบบยืนโดดเดี่ยวกึ่งกลางทะเลทรายอันแล้ง เพื่อต่อสู้กับธรรมชาติอันชั่วร้ายรวมทั้งจิตไร้สำนึกของตน ที่คงจะทารุณโหดร้ายมากกว่าสิ่งอื่นใดเลย

GOLD ทองคำข้า เกิดเรื่องราวของโลกอนาคตอันใกล้ เมื่อชายไม่คุ้นเคย ผู้ที่เดินทางผ่านทะเลทรายร่วมกัน พวกเขาพบแร่ทองที่ใหญ่ที่สุดที่เคยพบมา ทั้งสองก็เลยคิดแผนด้วยกันที่จะขุดทองคำ โดยคนหนึ่งรอเฝ้าทองเอาไว้ ส่วนอีกคนออกหาเครื่องใช้ไม้สอย ที่จะใช้ขุดทองคำกึ่งกลางทะเลทราย แซค เอฟรอน รับบทบาทเป็นชายที่จำเป็นต้องอยู่เฝ้าทองคำโดยลำพังในทะเลทราย ผู้จำต้องพบเจอกับความหฤโหด ต่างๆทั้งยังจากตัวทะเลทรายเอง สุนัขป่าดุร้าย รวมทั้ง ผู้บุกรุกที่ไม่เห็น

หนังประเด็นนี้ได้ผลสำเร็จหน้าที่ดูแลรวมทั้งร่วมเขียนบทของ แอนโทนี เฮยส์” ผู้แสดงคนออสเตรเลีย ที่เขาร่วมแสดงสมทบในหนังประเด็นนี้ด้วย รับหน้าที่ควบในหลายตำแหน่งอย่างยิ่งจริงๆ แน่ๆประเด็นนี้มีคอนเซ็ปต์และก็หน้าหนังที่น่าดึงดูดพอได้ ใครๆก็อยากต้องการรู้ว่าชายคนนี้จะเอาชีวิตรอดเช่นไรกึ่งกลางพื้นที่แห้ง เพียงแค่โชคร้ายอย่างมากที่ว่า GOLD ทองคำฉัน เปลี่ยนเป็นหนังที่เต็มไปได้เค้าโครงเรื่องที่ค่อยแหว่งง เกือบจะไม่มีซึ่งน้ำหนัก พลอยทำให้ความยาวชั่วโมงครึ่งของหนังที่มิได้ยาวอะไร แต่มองนานอย่างมาก

ปัญหาหลักของ GOLD ทองคำเรา ก็คือพล็อตและก็ความน่าดึงดูดใจของเรื่อง สารภาพว่าในตอน 30 นาทีแรกของหนังนั้น ปูทางและก็ปูเรื่องมาได้ค่อนข้างจะดี สร้างโลกอนาคตที่มองแห้งและก็ห่อเหี่ยวได้อย่างน่าสลดหดหู่ แต่ว่าเมื่อหนังเริ่มเลี้ยวไปสู่แกนหลักของหนังที่เป็นแถวเอาชีวิตรอดสิ่งเดียวถาง กลับรู้ดีว่าหนังไม่ทราบว่าตนเองจะทำอะไรต่อดี เดินเรื่องไปแบบเรื่อยเปื่อย ไม่มีจุดพีคขึ้นลงให้รู้สึกพอใจ ติดตามผู้แสดงที่มีความคิดโลภมากไปเรื่อยแบบไม่มีเนื้อความ

เอาจริงเอาจังถ้าเกิดผู้ชมพินิจให้ดี ก็บางครั้งอาจจะทายใจทางของเรื่องได้ตั้งแต่ 15-20 นาทีแรกของหนังได้แล้ว เพราะว่ามุมมองต่างๆของหนังหัวข้อนี้ค่อนข้างจะมองง่ายแล้วก็ย่อยง่าย ง่ายเกินความจำเป็นกระทั่งเกือบจะไม่มีอะไรให้ประทับใจเอาไว้เป็นที่จำเลย กับยังแอบเสียดายท่าทางการแสดงของ แซค เอฟรอน ที่นับว่าเขาแบกรับประเด็นนี้เอาไว้อีกทั้งเรื่องได้ดีเยี่ยม ถ่ายทอดอารมณ์ต่างๆขับอินเนอร์ของผู้แสดงออกมาได้แจ้งชัด ใส่แนวความคิดยั้งใต้ความสำนึกออกมาก้าวหน้า เพียงส่วนประกอบของเรื่องที่รกร้างว่างเปล่า ท้ายที่สุดก็ทำให้หนังหัวข้อนี้ว่างเปล่าตามไปด้วย

อย่างที่บอกไปแล้วว่า หนังเรื่องมีความยาวเพียงแต่ชั่วโมงเศษถือได้ว่าความยาวของหนังในระดับธรรมดาทั่วๆไป แต่ว่าหนังหัวข้อนี้กลับให้ความรู้ความเข้าใจสึกกับผู้ชมราวกับช้านานเป็น ชั่วโมง โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนช่วงหลังของประเด็นนี้ ที่เชื้อเชิญท้อใจแล้วก็น่ารำคาญอย่างมาก อดไม่ได้ที่จำต้องก้มมองนาฬิกาตนเองแทบทุก นาทีอย่างยิ่งจริงๆ เนื่องจากว่าหนังไม่อาจจะซื้อใจแล้วก็ล่อใจความพอใจของผู้ชมได้แล้ว กับสาระที่เวิ้งว้างไม่ต่อกับทะเลทรายที่ผู้แสดงติดอยู่

แม้กระนั้น GOLD ทองคำฉัน ก็ไม่ใช่หนังที่ตกอับอะไร ด้วยเหตุว่าขั้นต่ำหนังก็มีคอนเซ็ปต์ที่แน่แน่วน เพียงแต่กระบวนการพรีเซ็นท์แล้วก็เล่ายังผิดลับคมรวมทั้งทรงอำนาจได้พอเพียง ในทางส่วนประกอบอื่นๆของหนังก็มีหลายมุมที่น่ากล่าวชมเชย โดยยิ่งไปกว่านั้นงานโปรดักชั่นวางแบบของหัวข้อนี้ แอบเชื้อเชิญคิดไปถึงภาพเดียวกับในหนัง Mad Max: Fury Road อะไรทำนองนั้น อาจจะด้วยเหตุว่าหนังใช้โลเคชั่นถ่ายทำในบริเวณเดียวกันด้วย

งานภาพและก็โลเคชั่นในตอนเปิดเรื่องของหนังประเด็นนี้ จัดว่างามบาดใจจริงๆเพียงแค่ได้มองเห็นลักษณะทำเลที่ตั้งแห้งของประเทศออสเตรเลียมาใส่ไว้ในหนังที่เต็มไปด้วยความหมดหวังแล้วก็หมดกำลังใจบนโลกสมมุติที่เต็มไปด้วยความไม่ถูกกัน การติดต่อสื่อสารออกมาด้วยภาพฉากต่างๆในหนังหัวข้อนี้นับว่าทำออกมาได้น่าประทับใจอยู่ รวมถึงเอกเฟกต์ต่างๆที่ประยุกต์ใช้ ไม่ว่าจะวิธีการแต่งหน้าทาปาก หรือ เสื้อผ้าต่างๆไปจนกระทั่งเนื้อหานิดหน่อย อย่าง แมลงวันบินตอม ถือว่าเป็นเนื้อหาที่หนังเก็บได้ค่อนข้างจะดีใช้ได้

สรุปว่าในรูปภาพรวมแล้ว GOLD ทองคำเรา ก็เป็นหนังเอาชีวิตรอดที่ใช้สูตรสำเร็จเดิมความคิดดีแม้กระนั้นแนวทางการเล่าเรื่องและก็ถ่ายทอดออกมาเกิดเรื่องในหนังยังไม่เรียกความพอใจของผู้ชมได้มากเพียงพอ เป็นหนังเอาชีวิตรอดที่ค่อนข้างจะมีมุมมองจำเจรวมทั้งน่ารำคาญไปสักนิด ทุกๆอย่างราวกับเล่นอยู่ในเขตพื้นที่เซฟโซน จะเล่นไปทางไหนก็ไปไม่สุดสักทางเดียว ถึงแม้ส่วนประกอบต่างๆรายล้อมของหนังหัวข้อนี้จะดี แม้กระนั้นเรื่องราวนั้นแทบดังนั่งมองละครสั้น ฟ้ามีตา” ทางช่อง ให้แง่คิดความดีงามอะไรทำนองนั้น

Related Posts

วิจารณ์หนัง Our Father พ่อของเรา

ช่างเป็นอะไรที่เหมาะเหม็งกันแบบนี้ ในตอนที่บ้านกำลังมีความสนใจอยู่กับเรื่องราวฉาวโฉ่ของลัทธิแปลกๆที่ให้ความนับถือบุคคลหนึ่งที่ชื่นชมให้กับเป็นเสมือนหัวหน้าผู้ให้กำเนิด ทางโลกภาพยนตร์ก็ส่งหนังสารคดีเรื่องปัจจุบันที่ออกมาเผยความประพฤติอันน่าฉงนของสมัยก่อนบุคคลามือทางด้านการแพทย์ที่เคยทำให้เกิดปัญหาเอาไว้ได้อย่างน่าอดสู ด้วยการผลิตโครงข่ายสืบสายเลือดของตนเอง เปลี่ยนออกมาเป็น “Our Father” (บิดาของพวกเรา) ที่ออกมาเผยโฉมความทุกข์ใจของคนกรุ๊ปใหญ่ที่พึ่งจะมาประจันหน้ากับข้อเท็จจริงที่ว่า…บิดาที่จริงจริงของเขาไม่ใช่บิดาผู้ที่รู้จักดี

หนังมาใหม่ Seoul Ghost Stories ผีดุสุดโซล

ไม่ต้องพูดรำพันอะไรให้ยืดยาว บอกตรงๆจากซื่อสัตย์จริงก็คือ Seoul Ghost Stories ผีดุสุดโซล ค่อนข้างจะน่าผิดหวัง ในแง่หนังประเด็นนี้ทำให้พวกเราได้มีความคิดเห็นว่าสมรรถนะกระบวนการทำหนังผีความสามารถประเทศเกาหลีค่อนข้างจะตกลงไปเยอะแยะ ในขณะที่นี่เป็นผู้ริเริ่มตำนานผีมากไม่น้อยเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น ตู้หลบซ่อนผี หรือ โรงหมอสุดเฮี้ยน แต่ว่าหัวข้อนี้แม้ว่าจะยัดมาเป็น 10 เรื่อง ก็ไม่สามารถที่จะจูงใจผู้ชมได้สักเรื่อง ถึงกับได้ยินผู้ชมรอบเดียวกันพร่ำบ่นพึมๆพำๆพาว่า “ตอนกลางเรื่องเป็นพวกเราหลับไปแล้ว…”

ตัวอย่างหนัง American Underdog

“แซคารี ลีวาย” ที่มาเล่นบทเป็นตำนานตัวจริงของหนังหัวข้อนี้ ก็นับว่าแบกรับหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบได้ค่อนข้างจะดี เขาสามารถพยุงหนังอีกทั้งหัวข้อนี้เอาไว้เพียงผู้เดียวได้อย่างไม่นักหนาอะไร แม้การแสดงของเขาก็อยู่ในระดับมาตรฐานทั่วๆไป เขาให้การแสดงที่ดีอย่างถูกใจ แต่ว่าไม่มีอะไรที่เด่นออกมาเป็นพิเศษ เนื่องจากว่าบทราบเรียบของหนังมิได้ส่งให้ไปได้ถึงจุดนั้น เหมือนกันกับ “แอนทุ่งนา แพควิน” ที่จัดว่าแปลงโฉมตนเองให้เช่นเดียวกับค้างแรกเตอร์ตัวจริงอย่างใกล้เคียง ไว้วางใจกับการแสดงของคุณผู้นี้ได้เลย คู่นี้ส่งบทกันไปๆมาๆได้อย่างพอดีอีกทั้งเรื่อง แม้ว่าจะเป็นหนังดราม่ากีฬา แต่ว่าส่วนประกอบหลักของหนังหัวข้อนี้เป็นการเผยชีวิตมากยิ่งกว่า

ดูหนัง 365 Days: This Day

  มาถึงหนังภาคต่อที่คนทั่วทั้งโลกคอย(หรือไม่?) กับอีโรติกสุดรุ่มร้อนที่ทศวรรษที่ปัดกวาดยอดทิวทัศน์ได้อย่างมากมาย กลับมากับภาคใหม่ที่ชื่อว่า “365 Days: This Day” ที่ยังคงคอนเซ็ปต์ความเย้ายวนแล้วก็กลิ่นคาวรสนิยมทางเพศที่ตกระกำลำบากอีกเหมือนปกติ ดาราหนังและก็คณะทำงานชุดเดิมยังคงกลับมาสืบต่อ เรื่องราวก็ขยายออกไปกว้างเพิ่มขึ้น กับนักแสดงใหม่ๆเยอะ เพียงแต่ว่า…มันช่วยสนับสนุนหรือบ่อนทำลายหนังประเด็นนี้ให้ดำตรงลงไปกันนะ 365 Days: This Day เล่าราวตลอดจากภาคที่แล้ว ความรักรวมทั้งความเกี่ยวพันของ เลาร่า กับ มัสสิโม สนิทแน่นเพิ่มขึ้นกว่าที่เคย พวกเขาได้เริ่มดำเนินชีวิตแต่งงานร่วมกันอย่างเป็นทางการ แม้กระนั้นด้วยเหตุว่าความลับที่ยังแอบอยู่เกี่ยวกับสายสัมพันธ์เชื้อสายมัสสิโม กับชายลึกลับที่เผยตัวขึ้นแล้วก็ได้สร้างความสับสนสำหรับการเรียกร้องตามหัวใจของเลาร่า ยิ่งทำให้ชีวิตแต่งงานของทั้งคู่ผูกปมทับถมให้สลับซับซ้อนเพิ่มขึ้น ถ้าหากจะเปรียบเทียบกับภาคที่แล้ว ก็น่าจะจำเป็นต้องกล่าวว่าหนังมีเส้นเรื่องที่เพิ่มเยอะขึ้นเรื่อยๆมากมาย เพียงแค่เส้นเรื่องที่ใส่เข้ามานั้นช่างไม่มีน้ำหนักและไม่ได้มาช่วยเติมเต็มให้กับหนังประเด็นนี้เลยแม้กระทั้งนิด ภาคนี้มิได้จุดโฟกัสอยู่เพียงแค่ความรุ่มร้อนระหว่าง เลาร่า กับ มัสสิโม อีกต่อไปแล้ว มีตัวละครใหม่เสริมกองทัพเข้ามาอีกเยอะแยะ รวมทั้งตัวหนังก็ยังค่อนข้างจะล้มเหลวสำหรับในการสร้างมิติให้กับผู้แสดงนั้นๆกลายใส่เข้ามาให้รู้สึกรำคาญมากยิ่งกว่าเดิม รายละเอียดของ 365 Days: This Day กลับยัดเยียดข้อหาน้ำเสีย เพิ่มกลิ่นความเหม็นกระจายเข้ามาเป็นเท่าตัว เค้าเรื่องจริงๆมีแค่เพียงจับมือเดียว แล้วก็เป็นสิ่งที่ผู้ชมที่มีพื้นฐานของละครไทยก็สามารถทายใจได้ตั้งแต่เริ่ม ซึ่งแน่ๆว่าเงื่อนหัวข้อต่างๆคราวเพิ่มเข้ามานั้นมองเป็นละครข้างหลังข่าวสารมากมายไปสักนิดสักหน่อย เป็นชนวนที่ทำให้ภาคนี้มิได้ทำให้มีอะไรน่าลุ้นและก็มีสิ่งที่ตรึงตราได้เท่ากว่าภาคที่แล้ว ในขณะที่ก็มิได้เป็นหนังที่ดีอะไรอะไร การแสดงของของ “มิคาเอล มอร์โรน” แล้วก็ “อันท้องนา มาเรีย เชกลุกก้า” ก็มิได้ให้ความแปลกใหม่อะไร ซ้ำยังมองเห็นด้วยว่า พวกเขามองบอบช้ำหมองลงรวมทั้งไม่มีความสดใหม่แบบที่เคยเห็นในภาคที่แล้วอย่างสิ้นเชิง ตอนที่ดาราหนังคนอื่นที่เพิ่มเข้ามา อย่าง “สิความนิ่ง ซูสินอา” หรือ “แม็กดาเลน่า ลัมพาร์ก้า” ก็ไม่อาจจะเป็นส่วนใดส่วนหนึ่งกับตัวหนังได้อะไร พวกเขาเป็นไปได้แค่เพียงนักแสดงที่เพิ่มเสริมเข้ามาให้เต็มเพียงแค่นั้น รวมทั้งแน่ๆว่า 365 Days: This Day ยังคงเต็มไปด้วยไดอะล็อก หรือ บทสำหรับพูดแปลกๆที่ถือโครงมาจากนิยายน้ำเสียราวกับมิได้ดัดแปลงปรับปรุงแก้ไข “ฉันมิได้สวมกางเกงใน” ประโยคแรกที่เปิดเรื่องขึ้นมา…ก็ทำให้เกิดความรู้สึกอิหยังวะได้พอควร ไหนควรต้องมาพบประโยคกล่าวเลียนๆราวกับแกะภาษาวรรณกรรมมาใช้ รวมกับลีลาท่าทางการแสดงดึงดูดใจประดิษฐ์ประดอยของดารา ที่ยิ่งทำให้หนังประเด็นนี้มองตลกมากขึ้นไปเรื่อย 365 Days: This Day ให้ความรู้ความเข้าใจสึกราวกับนั่งมองมิวสิควิดีโอเพลงยั่วๆเพลงหนึ่งที่มีความยาวกว่าธรรมดา เป็นมิวสิควิดีโอของพวกคู่ควงเครือญาติคนมั่งมีสร้างขึ้นมาเพื่ออวยความมั่งมีของตน ทั้งยังภาพรวมทั้งโปรดักชั่นต่างๆชักชวนให้ใคร่ครวญไปถึงอะไรอย่างนั้น ฉากโรแมนติกต่างๆแปลงเป็นความย้วยและก็สโลโมชั่นแบบเกินจำเป็น รวมทั้งที่จำเป็นถือการใส่เพลงประกอบเข้ามาในหนัง ใส่เข้ามามากมายเหมือนปกติ เยอะแยะจนกระทั่งมีความรู้สึกว่าเกินจำเป็นไปด้วย และก็เป็นเพลงที่มิได้กับโทนอารมณ์ของหนังสักเท่าไหร่ด้วย มาถึงสิ่งที่คนไม่ใช่น้อยคงจะใคร่รู้ว่า 365 Days:…

รีวิว SLR กล้อง ติด ตาย

  มาต่อคิวกันด้วยอีกหนึ่งภาพยนตร์ไทย ที่ในเวลานี้เสิร์ฟต่อเนื่องกันทุกอาทิตย์อย่างยิ่งจริงๆ ปัจจุบันติดเทรนด์ฮอตตั้งแต่วันแรกกับ #ชวนดูSLRฉายวันแรก ที่เป็นการปรับโหมดมาสู่ความสะพรึงกลัวในหนังที่มองพื้นฐานแล้ว บางทีอาจจะรู้สึกซ้ำๆซากๆ กับ “SLR กล้องถ่ายรูป ติด ตาย” แม้กระนั้นขอบอกเอาไว้เลยว่า อย่าพึ่งจะวินิจฉัยหนังจากเพียงแบบอย่างและก็ใบปิดหนังเลย เนื่องจากว่าจะว่าไปแล้วหนังหัวข้อนี้ก็มีอะไรซ่อนเอาไว้ที่ดีมากยิ่งกว่าที่คิดเอาไว้ แม้ว่าจะเต็มไปด้วยความทะยานอยากไปสุดๆปนอารมณ์ต่างๆเยอะไปหมด แม้กระนั้นก็พอที่จะเป็นหนังผีไทยที่ผิดแผกแล้วก็พอเพียงจะพาไปไหนมาไหนด้วยได้อยู่ SLR กล้องถ่ายรูป ติด ตาย เกิดเรื่องราวของ ดินแดน นิสิตชายหนุ่มแผนกรูปถ่าย ที่สอบธีสิสกับคุณครูเอมมาเป็นปีแล้ว แม้กระนั้นยังไม่ผ่านเสียเชิง จนถึงสุดท้าย คุณครูเอมได้ให้กล้องถ่ายรูป SLR ให้ถ่ายงานที่เหมาะสมที่สุดมาส่ง ดินแดนกำลังจะศึกษาค้นพบว่า มันเป็นบททดลองของกล้องถ่ายภาพซาตาน ซึ่งเขาไม่มีวันหนี นอกเหนือจากที่จะจะต้องเลือกว่าจะเออออห่อหมกมัน หรือจะสู้กับมัน แล้วก็เขากำลังจะลากแฟนรวมทั้งสหายของเขาอย่าง น้ำ แล้วก็ เกรท เข้ามาร่วมชะตาชีวิตอันน่าขนพองสยองเกล้า ซึ่งรายล้อมไปด้วยความตายจากกล้องถ่ายรูปเมืองนรกนี้ด้วย ผลงานประเด็นนี้เป็นฝีมือของ 2 ผู้กำกับชายหนุ่มแบบใหม่ “เลิศเลอศรี บุญมี” กับ “วุฒิชัย สกุลพื้นฟ้า” ที่พวกเขาเกือบจะยังไม่มีชื่ออยู่ในแวดวงภาพยนตร์ไทยหรอก แต่ว่าก็ถือว่าเป็นการเปิดฉากเดบิวต์ผลงานประเด็นนี้ได้ออกจะถูกใจอยู่ในระดับหนึ่ง ด้วยเหตุว่าส่วนใดส่วนหนึ่งเป็นการปลุกปั้นสนับสนุนของผู้กำกับมือแม่น “โขม ก้องเกียรติยศ” ที่มารับหน้าที่เป็นผู้อำนวยการผลิตรวมทั้งที่ปรึกษาให้กับหนังประเด็นนี้ด้วย เมื่อได้อาจารย์ที่ดี ผลงานออกมาก็เลยออกมาได้ในระดับที่พอเพียงถูๆไถๆไปได้ SLR กล้องถ่ายภาพ ติด ตาย ที่ถ้าเกิดคนไหนกันได้เห็นทีเซอร์ แน่ๆว่าจำเป็นต้องพาให้คิดไปถึงภาพยนตร์ไทยในตำนานอย่าง ‘ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ‘ อะไรราวนั้นใช่ไหม? แม้กระนั้นบอกไว้เลยว่า…หนังหัวข้อนี้ต่างจากแนวทางนั้นอย่างสิ้นเชิง เดินกันคนละทาง แล้วก็มีคอนเซ็ปต์คนละอย่าง เพียงใช้วิชาการถ่ายภาพเข้ามาเป็นส่วนประกอบสำหรับการเดินเรื่องราวต่างๆแบบเดียวกันเพียงเท่านั้น โดยหนังหัวข้อนี้มีจุดสำคัญของเรื่องแล้วก็วัตถุประสงค์ที่ค่อนข้างจะแข็งแรงและก็เด่นชัดดี ถึงบทหนังจะยังคงค่อนสะเปะสะปะ ติดอยู่ที่ปัญหาจุดเดิมๆของภาพยนตร์ไทยที่ยังแก้ไม่หาย บทหนังที่มีจุดสำคัญของเรื่องหนักแน่นดี แต่ว่ายังไม่กลมกล่อมละมุนละไม และก็ใช้กระบวนการเล่าที่ยังไม่มีกิมไม่กลูกเล่นอะไรที่ยั่วยวนใจความพึงพอใจได้มากเท่าใด เพราะว่าดันไปติดกลิ่นความเป็นหนังสยองขวัญทุนต่ำของฝั่งฮอลลิวูดมาคละเคล้าเอาไว้ตามทาง ก็เลยพลอยทำให้หนังเกือบจะ 2 ชั่วโมงหัวข้อนี้ มีจังหวะที่ดีผสมปนเปไปกับจังหวะที่ยังไม่ดี บอกตรงๆเลยว่าหนังหัวข้อนี้ไม่อะไรที่คาดการณ์ได้ยากเลย ทุกๆสิ่งทุกๆอย่างปูทางรวมทั้งเปิดช่องเอาไว้ให้ผู้ชมกระจ่างแจ้งตั้งแต่ตอนปูเรื่อง พอเพียงจะคาดถึงเหตุการณ์ต่างๆที่จะเกิดขึ้นถัดไปไม่ยากเย็นหนัก แต่ว่าการถือเอาข้อความสำคัญความศรัทธาที่ออกจะใฝ่สูง ประหลาดไปจากหนังผีไทยเดิมๆตรงจุดนี้จำต้องสรรเสริญในชาญชัยของหนังประเด็นนี้ เพราะว่านี่บางทีก็อาจจะเป็นหลักสำคัญที่ออกจะไกลตัวคนประเทศไทย รวมทั้งอาจจะก่อให้ผู้ชมไม่รู้จักสึกเชื่อฟังไปด้วย แต่ว่านับว่าผู้ผลิตมีจุดยืนในเจตนานี้ด้วยดี และก็ได้แต่งรสออกมาได้ออกจะแปลกใหม่กับแวดวงภาพยนตร์ไทย แต่ว่ายังปกติไปเสมือนเทียบกับวงการหนังสากล อีกหนึ่งจุดแข็งที่ทำให้เกิดความรู้สึกถูกใจใน SLR กล้องถ่ายภาพ ติด ตาย ก็น่าจะเป็นส่วนประกอบงานสร้างแล้วก็ออกแบบต่างๆที่ใส่เข้ามาในหนัง โดยยิ่งไปกว่านั้นโปรดักชั่นวางแบบต่างๆอีกทั้งฉากที่รู้สึกประณีตบรรจงแล้วก็ประหลาดตาจากภาพยนตร์ไทยเรื่องอื่นๆดี การออกแบบมุมกล้องถ่ายภาพรวมทั้งแสงสีที่ใช้หนังประเด็นนี้ ผสมด้วยความเป็นหนังลึกลับอินดี้แบบฝรั่งหน่อยๆเข้าไป เป็นจุดนิดหน่อยที่ช่วยบิ้วท์อารมณ์ผู้ชมได้ออกจะน่าดึงดูด หากว่าจังหวะสำหรับในการเล่าของหนังจะออกจะกระโดดไปๆมาๆ แล้วก็พลอยทำให้อารมณ์ไม่ตลอดอยู่เนืองๆหลายครั้งก็ตาม อย่างที่ได้เกริ่นเอาไว้แล้วว่า กรรมวิธีเล่าในหนัง SLR กล้องถ่ายรูป ติด ตาย ยังไม่ใช่สิ่งที่ชอบส่วนตัวสักเท่าไหร่นัก หนังยังมีจุดขาดๆเกินๆอยู่จำนวนมากเยอะไปหมด ความเพียรพยายามที่จะกระตุกขวัญผู้ชมด้วยมุกเดิมๆบางครั้งอาจจะเป็นการสร้างความน่าเบื่อ หรือความสุดขั้วสำหรับเพื่อการถ่ายทอดเรื่องราว เป็นที่ยอมรับว่าแทบจะไปได้สุด แต่ว่าก็ยังคิดว่าหนังยังเก้ๆกังๆติดอยู่ระหว่างทางอยู่บ้าง เป็นส่วนประกอบที่โชคร้าย ที่ตรงจุดนี้หนังยังไม่อาจจะซื้อใจไปได้

ตัวอย่าง Apollo 10½ A Space Age Childhood

  ภายหลังที่ชอบหมกมุ่สำหรับการทำหนังด้วยวิธีการที่ประณีต “ริชาร์ด ลินเคลเตอร์” ผู้กำกับที่ได้สมญานามว่าเป็น ‘เจ้าพ่อหนัง Coming-Of Age ที่กลับมาอีกรอบด้วยหนังแนวที่เขาถนัดอย่างดีเยี่ยมใน “Apollo 10½: A Space Age Childhood” (อะพอลโล 10½: วัยเด็กสมัยอวกาศ) ที่ยังคงมากับคอนเซ็ปต์การเจริญเติบโตในตอนวัยเด็ก ที่ครั้งที่ปรับต้นแบบมาเป็นหนังแอนิเมชั่นด้วยเคล็ดลับโรโตสวัวป ที่ซ่อนเร้นไปด้วยเรื่องราวรวมทั้งนาทีประวัติศาสตร์ของโลก Apollo 10 ½: A Space Age Childhood เล่าราวของการลงหยุดบนพระจันทร์เป็นครั้งแรก เมื่อกลางปี 1969 จากสองมุมมองที่มีความเกี่ยวข้องกัน พวกเราจะได้เห็นภาพการบรรลุเป้าหมายครั้งยิ่งใหญ่นี้ผ่านสายตาของนักบินอวกาศกับศูนย์ควบคุมภารกิจ และก็เด็กคนหนึ่งที่เติบโตมาในเมืององค์การอนามัยโลกสตัน เมืองเทกซัส ผู้มีความต้องการเกี่ยวกับเรื่องราวในอวกาศ และก็นี่ก็แปลงเป็นอีกหนึ่งผลงานอันงามของ ริชาร์ด ลินเคลเตอร์ อีกหัวข้อ เขาสร้างผลงานชิ้นนี้มาจากบทหนังที่มาจากแนวความคิดแล้วก็ไอเดียของตนที่จับเอามาจากประสบการณ์ในอดีตกาลที่เป็นเด็กเติบโตมาจากเมืองฮุสตัน เมืองเท็กซัส ที่ไตร่ตรองออกมาได้อย่างแยบยลพอได้ จากข้อมูลทราบดีว่าเขาผุดไอเดียของหนังหัวข้อนี้มาเมื่อแทบ 20 ปีที่ผ่านมา แม้กระนั้นยังไม่มีจังหวะได้สืบต่อ เมื่อสบโอกาสที่ดีเขาก็เลยเริ่มเขียนบทอย่างเป็นจริงเป็นจังและก็ฝ่างานโดยทันที แต่ก่อนนั้น ริชาร์ด ลินเคลเตอร์ ตั้งมั่นจะสร้างภาพยนตร์ประเด็นนี้เป็นหนังฉบับคนแสดงตามเดิม แม้กระนั้นปรากฏว่าในเวลาถัดมาเขาได้เปลี่ยนแปลงแผนรวมทั้งตกลงใจทำออกมาเป็นแบบอย่างหนังการ์ตูน ที่ได้รับแรงผลักดันมาจากพวกการ์ตูนตอนเช้าวันเสาร์ที่พวกเขาเคยมองตอนเด็กๆด้วยการใช้วิธีโรโตสวัวป (rotoscoping) เป็นการวาดรูปตามต้นฉบับฟิล์มถ่ายรูปต่อเฟรมเพื่อสร้างความสมจริงสมจัง โดยหนังเล็กน้อยมีการแสดงในต้นแบบไลฟ์แอคชั่นเอาไว้ การเล่าเรื่องของหนัง Apollo 10 ½: A Space Age Childhood เปี่ยมล้นไปด้วยเสน่ห์ที่เข้าถึงได้อย่างง่ายๆเลย ด้วยเหตุว่าคุณจะเชื่อตามไปกับเรื่องเล่าในอดีตกาลรวมทั้งเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ต่างๆที่เคยเกิดขึ้นในตอนสมัยปี 1960s จำต้องเห็นด้วยเลยว่าหนังหัวข้อนี้มีการเกริ่นที่ค่อนข้างจะยาวยืด แม้กระนั้นเปลี่ยนเป็นจุดที่น่าดึงดูดและไม่น่ารำคาญเลย หนังใส่เกร็ดนิดหน่อยเกี่ยวกับการดำรงชีวิตในสังคมสมัยนั้นเข้ามาได้อย่างพอดี ทำให้ผู้ชมเพลิดเพลินไปกับการสัมผัสเรื่องเล่าในอดีตกาลผ่านไปครึ่งเรื่องโดยไม่ทันรู้ตัว แน่ๆว่าจุดเด่นในหนังของ ริชาร์ด ลินเคลเตอร์ ก็คงเป็นกรรมวิธีการเล่าที่ชอบใส่กิมไม่กที่น่าดึงดูดอยู่ตลอด แล้วก็ในประเด็นนี้เขาบางครั้งอาจจะมิได้ใช้เวลาเป็นทศวรรษสำหรับในการสร้างภาพยนตร์แล้วก็เปิดเผยให้มองเห็นความก้าวหน้าของนักแสดงที่เขาชอบทำในหนังตนเอง แต่ว่าผู้กำกับได้ประดิษฐ์เสน่ห์สำหรับการเล่าผ่านสายตาของเด็กผู้ชายคนหนึ่ง ที่เต็มไปด้วยความคลั่งไคล้ในวิทยาศาสตร์อวกาศ ร้อยเรียงออกมาเกิดเรื่องเล่าความฝันผสมกับประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นจริงอย่างพอดี…